วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

GT200 เครื่องตรวจวัตถุระเบิด หรือ ติ้วล้างป่าช้า

รู้จัก"จีที 200" ไขปมเครื่องหรือคน"พลาด" เหตุบอมบ์โก-ลก





วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2009
20:50น.
ทีมข่าวอิศรา
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา




เหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" ที่หน้าร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค์ตรงข้ามโรง


แรมเมอร์ลิน กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวันที่ 6 ต.ค.


ที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อมีข่าวว่า ก่อนระเบิดเที่ยวนี้ มี
ประชาชนแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้องสงสัยคันที่เกิด
ระเบิดก่อนแล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติ กระทั่งสุดท้ายเกิดตูมตาม
ขึ้นมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน


จึงกลายเป็นประเด็นคำถามถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะ
ประสิทธิภาพของเครื่อง "จีที 200" ซึ่งใช้ตรวจหาสารประกอบระเบิด
หรือเป็น "ฮิวแมน เออร์เรอร์" อันหมายถึงความผิดพลาดที่เกิดจาก
บุคคลที่เป็น "ผู้ใช้" กันแน่?

ประเด็นนี้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงขั้นที่ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชา
การกองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร (ผบ.พตท.) ต้องสั่งตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อไขความกระจ่าง  อย่างไรก็ดี
ก่อนอื่นน่าจะมาทำความรู้จักกับเจ้าเครื่อง "จีที 200" กันก่อน เครื่อง
มือที่ว่านี้มีชื่อที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด" แต่ประ
สิทธิภาพจริงของเครื่องต้องบอกว่าสูงกว่าชื่อ คือตรวจหาได้ทั้งวัตถุ
ระเบิด อาวุธปืน และยาเสพติด

รูปลักษณ์ของตัวเครื่องจะเป็นแท่งยาวๆ สีดำ ด้านหนึ่งเป็นมือจับ ตรง
ปลายอีกด้านหนึ่งจะมีเข็มโลหะเล็กๆ คล้ายเสาอากาศคอยชี้เมื่อพบสาร
ประกอบระเบิด สารประกอบยาเสพติด หรือสารประกอบดินปืน

วิธีการทำงานใช้หลักการสนามแม่เหล็ก เพราะสสารทุกชนิดบนโลกมี
สนามแม่เหล็กเป็นตัวเชื่อม ฉะนั้นเมื่อสั่งให้เครื่องตรวจหาสสารใด
เครื่องก็จะค้นหาสสารนั้นโดยใช้ "สนามแม่เหล็ก" จีที 200 จึงมีประสิทธิ
ภาพตรวจจับได้ทุกที่ ทั้งบนดิน ในอากาศ ใต้ดิน หรือแม้แต่ในน้ำ

หัวใจของเครื่องที่จะออกคำสั่งให้ค้นหา "สสาร" ชนิดใด คือ "การ์ด"
หรือ "ชิพ" ซึ่งมีช่องใส่การ์ดอยู่ด้านใต้ของเครื่อง การ์ดมีทั้งหมด 18 อัน
แยกตามสสารที่ต้องการค้นหา แบ่งหยาบๆ ได้ 3 กลุ่ม คือกลุ่มสารประ
กอบระเบิด กลุ่มสารประกอบที่ใช้ผลิตยาเสพติด และกลุ่มสารประกอบ
จำพวกดินปืนที่ใช้ในอาวุธปืน เมื่อต้องการตรวจหาวัตถุต้องสงสัยชนิด
ใด ก็ใส่การ์ดสำหรับสารประกอบชนิดนั้น ซึ่งตัวการ์ดสามารถใส่ได้คราว
ละหลายๆ อัน แต่ไม่นิยมใส่หมดทุกอัน เพราะจะชี้มั่วไปหมด

สนนราคาของตัวเครื่องบวกกับการ์ด อยู่ที่ 1.1-1.6 ล้านบาท!
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยา
ศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการใช้เครื่อง
จีที 200 ให้ข้อมูลว่า เครื่องมือชนิดนี้จัดเป็น "เครื่องชี้เป้า" ชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีความแม่นยำสูงมาก โอกาสที่ตรวจแล้วไม่เจอเป็นไปได้ 2 อย่าง
เท่านั้นคือ

1.ผู้ใช้มีความเหนื่อยล้า ไม่มีความพร้อมเพียงพอ กับ
2.ใส่การ์ดผิดชนิด

"เรื่องใส่การ์ดผิดชนิดคงเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เพราะระยะหลังมีการฝึก
อบรมการใช้งานเครื่องจีที 200 อย่างชัดเจนแล้ว ฉะนั้นสาเหตุของความ
ผิดพลาดน่าจะมาจากตัวผู้ใช้ที่อาจมีความเหนื่อยล้า เนื่องจากจีที 200
ใช้พลังสนามแม่เหล็กจากตัวคนใช้เพื่อค้นหาสนามแม่เหล็กของสสารที่
ต้องการ ตรวจจับ ด้วยเหตุนี้คนใช้งานต้องมีร่างกายพร้อม ถ้าเหนื่อยล้า
อดนอน หรือเมื่อคืนไปดื่มเหล้ามา จะใช้ไม่ได้ผลเลย" หมอพรทิพย์
กล่าว

สอดคล้องกับข้อมูลจาก "ดาบแชน" ด.ต.แชน วรงคไพสิฐ เจ้า หน้าที่
ชุดเก็บกู้และทำลายล้างวัตถุระเบิด หรือชุดอีโอดี สังกัดกองกำกับการ
สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งผ่านงานเก็บกู้วัตถุระ
เบิดมานับครั้งไม่ถ้วน ที่บอกว่า การทำงานของเครื่องจะใช้ไฟฟ้าสถิตย์
จากร่างกายคนเพื่อค้นหาสนามแม่เหล็กจาก สสารที่ต้องการตรวจจับ
ฉะนั้นผู้ใช้จะต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อม ไม่ป่วย ไม่เมา หรือพักผ่อน
น้อย

อย่างไรก็ดี กรณี "คาร์บอมบ์" ที่สุไหงโก-ลก มีปัจจัยอื่นมากกว่านั้น...
"ผมคิดว่าความผิดพลาดอาจเกิดจากสภาพพื้นที่ด้วย เพราะถนนตรงจุด
เกิดเหตุเป็นถนนแคบ มีความกว้างแค่ 6 เมตรเท่านั้น และรถยนต์ก็จอด
ติดๆ กันอย่างหนาแน่น จึงเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจ เดินห่าง
จากวัตถุต้องสงสัยต่ำกว่า 3 เมตร ซึ่งเครื่องจีที 200 จะใช้ได้อย่างแม่น
ยำ ต้องอยู่ห่างจากวัตถุต้องสงสัย 3 เมตรขึ้นไป" ด.ต.แชน ตั้งข้อสังเกต
นายดาบนักกู้ระเบิด ยังบอกด้วยว่า แม้เครื่องจีที 200 จะมีความแม่นยำ
สูง แต่เวลาใช้งานจริงก็ไม่ควรเชื่อเครื่องมือ 100% เพราะบริเวณรอบๆ
วัตถุต้องสงสัยอาจมีสสารอื่นตกค้างซึ่งใกล้เคียงกับสสารที่ต้องการ
ตรวจจับ เช่น เป็นจุดที่เคยเกิดระเบิดมาก่อน มีสารทีเอ็นทีหรือไดนาไมต์
ตกค้าง เครื่องก็จะชี้บอกเช่นกัน ฉะนั้นควรให้น้ำหนักประมาณ 30-40%
แล้วใช้ข้อมูลกับการตรวจสภาพพื้นที่ประกอบด้วย

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความบกพร่องที่
เกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เผยว่า การอบ
รมวิธีใช้เครื่องจีที 200 ของฝ่ายทหารนั้น หน่วยต้นสังกัดมักส่งนายทหาร
ระดับสัญญาบัตรไปอบรม แต่เวลาใช้งานจริง ผู้ใช้กลับเป็นทหารชั้น
ประทวนหรือทหารเกณฑ์ เข้าทำนอง "คนฝึกไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ฝึก"

ล่า สุดแหล่งข่าวจาก พตท.ที่ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงความบกพร่อง
ของเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหงโก-ลก เผยกับ "ทีมข่าวอิศรา" ว่า
ผลสอบเบื้องต้นออกมาแล้วว่าความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากตัวเครื่อง
"เครื่องมือไม่ได้เสียแน่นอน เพราะก่อนออกปฏิบัติการก็ยังทดลองใช้อยู่
พบว่าใช้ได้ และหลังจากเกิดเหตุระเบิดไปแล้ว ได้นำเครื่องเดียวกันมา
ทดลองใช้อีกครั้ง ปรากฏว่าเครื่องมือทำงาน ฉะนั้นความผิดพลาดน่าจะ
เกิดจากตัวผู้ใช้ แต่ก็อยากให้สังคมเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้
เกิด" แหล่งข่าว กล่าว

ถือเป็นบทเรียนที่ฝ่ายความมั่นคงต้องเร่งปิดช่องโหว่กันต่อไป!




ความผิดพลาดของ จีที 200
ใครจะรับผิดชอบ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2009
21:27น.

เรื่อง : อังคณา นีละไพจิตร
ประธานคณะทำงานยุติธรรม
เพื่อสันติภาพ
ภาพ : จรูญ ทองนวล



2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้คนในจังหวัดชายแนนภาคใต้พูดถึงเครื่องมือที่ใช้ในการ
ตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200 มากขึ้น คงจำกันได้ว่าในครั้งแรกๆ ที่มีการ
นำเครื่องมือชนิดนี้มาใช้งาน น่าจะเป็นเมื่อประมาณปี 2549 -2550 ใน
"ยุทธการพิทักษ์แดนใต้" ซึ่งมีการนำเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ประกอบใน
การปิดล้อมตรวจค้นตามหมู่บ้าน ต่างๆ โดยเมื่อเครื่องตรวจเจอสารซึ่ง
เป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิด เครื่องจะชี้ปลายเสาอากาศไปยัง
ตำแหน่งที่มีสารดังกล่าวอยู่

ในการปิดล้อมตรวจค้นช่วงเวลานั้น มีการควบคุมตัวประชาชนจำนวนมาก
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อพบว่าเครื่องมือชนิดนี้มีปฏิกิริยาต่อบุคคลรวมถึง
วัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันในพื้นที่จังหวัดชายแดน
ภาคใต้

มีรายงานจากบริษัทผู้ผลิตเครื่อง จีที 200 บริษัทหนึ่งว่า เครื่องนี้จะมี
ปฏิกิริยาต่อ "สารยูเรีย" ซึ่งเป็นสารตั้งต้นชนิดหนึ่งที่ใช้ในการประกอบ
วัตถุระเบิด และเป็นสารชนิดเดียวกันกับที่เป็นส่วนประกอบของ "ปุ๋ยเคมี"
ซึ่งนิยมอย่างใช้กันอย่างแพร่หลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็น
สังคมเกษตรกรรม

ท่ามกลางการตั้งคำถามและคำวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแม่นยำจากบรรดา
นักสิทธิ มนุษยชนและราษฎรจำนวนมากในพื้นที่ โดยมีรายงานขององค์
กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า เครื่องมือชนิดนี้ได้ชี้การปนเปื้อนสารประกอบ
วัตถุระเบิดแม้ในคนพิการ หญิงตั้งครรภ์ หรือแม้แต่เด็ก

มีรายงานว่าในการตรวจค้นครั้งหนึ่งเครื่องชี้ไปยังกล่องกระดาษกล่องหนึ่ง
ทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงมั่นใจว่าภายในกล่องนั้นน่าจะต้องมี
วัตถุหรือสารที่เกี่ยวข้องกับระเบิด แต่เมื่อเปิดดูภายในกลับพบว่าเป็นเพียง
กล่องที่บรรจุผ้าอนามัยที่นำมาขายใน หมู่บ้าน

ไม่ต่างจากอีกกรณีในการปิดล้อมตรวจค้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ใน
บริเวณบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง เครื่องได้มีปฏิกิริยาที่บริเวณปลายยอด
ของต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าจะต้องมีคนนำวัตถุหรือ
สารประกอบวัตถุระเบิดไปซุก ซ่อนเอาไว้ แต่เมื่อได้ปีนขึ้นไปดู พบถุง
พลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกดูภายในกลับพบว่าเป็นเพียงถุงใส่
น้ำมันมะพร้าวที่คาดว่าหนูคงจะ คาบขึ้นไปทิ้งไว้บนยอดมะพร้าว

หรือกรณีงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในขณะที่ผู้คน
มาช่วยกันทำอาหาร เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการ หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี
24 ที่มาดูแลความปลอดภัยภายในวัด ได้ใช้เครื่อง จีทีตรวจสอบรอบๆ
บริเวณโรงครัวภายในวัด เครื่องดังกล่าวได้ชี้ไปที่หม้อใส่แกงหม้อหนึ่ง
ทำให้เป็นที่สงสัยของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง 200


ในขณะที่คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความคลางแคลงใจต่อ
ประสิทธิภาพของ เครื่องมือชิ้นนี้ หน่วยงานความั่นคงกลับมีความมั่นใจ
ในการใช้งานมากขึ้น มีการสั่งซื้อเครื่องมือดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ในคำเบิกความเป็นพยานในคดีที่ญาติของผู้ถูกนำตัวมาควบคุมตัวภาย
ใต้โครงการ อบรมการฝึกอาชีพ 4 เดือนโดยไม่สมัครใจที่ค่ายทหารใน
จ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2550 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้
มีการไต่สวนว่าการอบรมครั้งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีนายทหาร
ระดับสูงจาก กอ.รมน.ภาค 4 ท่านหนึ่งให้การต่อศาลว่า บุคคลที่ถูกนำ
ตัวมาควบคุมภายใต้โครงการฝึกอาชีพดังกล่าว ต้องสงสัยว่ามีความ
เกี่ยวข้องกับการประกอบวัตถุระเบิด เนื่องจากเครื่องตรวจจับ (จีที 200)
มีปฏิกิริยาต่อพวกเขา

รวมถึงกรณีของ นายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ อ.รือ
เสาะ จ.นราธิวาส ที่ถูกทรมานจนเสียชีวิตภายหลังถูกเจ้าหน้าควบคุมตัว
จากการปิดล้อมตรวจค้นใน หมู่บ้านของเขา ก็พบเช่นกันว่าเครื่องมือ
ชนิดนี้แสดงปฏิกิริยาต่อบริเวณบ้านและมัสยิดที่นาย ยะผาเป็นอิหม่ามอยู่

แม้หน่วยงานความมั่นคงจะพยายามชี้แจงว่า เครื่องมือชนิดนี้เป็นเพียง
เครื่องมือเบื้องต้นที่ใช้ในการตรวจสอบ แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเสมือน
ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติซึ่งใช้เครื่องมือชนิด นี้ได้พิพากษาตัดสินไปแล้วว่า
ผู้ซึ่งถูกเครื่องมือนี้ชี้คือ "ผู้กระทำผิด"

คงจำกันได้ถึงความผิดพลาดจากการใช้เครื่อง จีที 200 เมื่อไม่นานมานี้
กรณีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามอาก้า และเอ็ม
16 กราดยิง นายโกศล เกษมสุข อายุ 48 ปี และนางผ่องศรี เกษมสุข
อายุ 45 ปี ซึ่งออกจากบ้านในพื้นที่หมู่ 9 บ้านปลักใหญ่ ต.ปากล่อ
อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อเดินทางไปกรีดยางห่างจากบ้านประมาณ 3
กิโลเมตรจนเสียชีวิต ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุ ได้ทำการ
ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ด้วยเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด จีที 200
เครื่องตรวจสอบดังกล่าว ตรวจไม่พบวัตถุระเบิดในที่เกิดเหตุ รวมทั้งใน
ร่างของผู้ตายทั้งสอง เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปเพื่อยกร่างของผู้ตาย แต่แล้ว
ก็เกิดระเบิดขึ้น ทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ

เหตุระเบิด "คาร์บอมบ์" กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อบ่ายวัน
ที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้เครื่องมือชนิดนี้ถูกตั้งคำถามอีกครั้งจากผู้คน
ในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ รวมถึงสังคมไทยทั้งประเทศ ถึงประสิทธิภาพ
และความแม่นยำในการทำงาน เพราะก่อนเกิดระเบิดได้มีประชาชนแจ้ง
ให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบรถต้อง สงสัยคันที่เกิดระเบิดโดยใช้
เครื่องมือชนิดนี้แล้ว แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ กระทั่งเกิดการ
สูญเสียดังกล่าว

และแม้หน่วยงานความมั่นคงจะยืนยันตรงกันว่า ความผิดพลาดไม่ได้เกิด
จากตัวเครื่อง ซึ่งมีนัยที่สื่อถึงการใช้งบประมาณของกองทัพในการจัดซื้อ
เครื่องมือชนิดนี้ ว่าไม่มีความบกพร่อง หากแต่ทำให้เกิดคำถามกลับไปยัง
ผู้เกี่ยวข้องว่า แล้วความผิดพลาดเกิดจากอะไรกันแน่ ที่สำคัญใครจะเป็น
ผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว โดยเฉพาะที่ผ่านมาการใช้เครื่อง
มือชนิดนี้ได้ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษย ชนหลายต่อหลายครั้ง และ
ทุกครั้งก็ไม่เคยมีคำตอบจากหน่วยงานความมั่นคงถึงความรับผิดชอบใดๆ

ในขณะที่เจ้าหน้าที่มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่หน่วยงานความมั่นคงน่าจะเกิดความตระหนักมากขึ้นว่า ผลกระทบ
ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เครืองมือชนิดนี้ได้สร้างความไม่ไว้วางใจของ
ราษฎรต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ทั้งงานตรวจค้นและงานการ
ข่าวต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือเครื่อง จีที 200 ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการยุติธรรมในการหาค้นพยานหลักฐาน ซึ่งหากปราศจากความ
ถูกต้องแม่นยำและความน่าเชื่อถือเสียแล้ว คงเป็นการยากที่จะทำให้
ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นที่มี เจ้าหน้าที่ทหารเข้า
ปเกี่ยวข้อง...

ในยุคสมัยที่การเมืองไม่สามารถนำการทหารได้จริง!


เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดและสารเสพติด GT200 (GT200 Substance
Detection Device)

ผู้ผลิต: Global Technical Ltd., Kent, UK
(www.globaltechnical.co.uk)

ตัวแทนจาหน่ายในประเทศไทย: Electronic K9 Singapore Private
Limited., Singapore (www.e-k9.net)

อธิบายอุปกรณ์

. GT200 เป็นอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตอ้างว่ามีความสามารถในการตรวจจับสาร
จำพวก วัตถุระเบิด ยาเสพติด ธาตุบางชนิด หรือแม้แต่ร่างกายมนุษย์ได้


. ชุดอุปกรณ์มีสองส่วนสาคัญ คือ ตัวเครื่องซึ่งประกอบไปด้วยส่วนด้าม
จับและส่วนเสาอากาศ สาหรับใช้ในการตรวจค้น และ sensor card ซึ่งมี
หลายชนิดตามแต่สารที่ต้องการตรวจในขณะนั้นๆ โดยเมื่อทาการเสียบ
การ์ดชนิดใดเข้าไปในตัวเครื่อง ก็จะทำให้สามารถตรวจจับสารชนิดนั้น ๆ
ได้

. จุดเชื่อมต่อระหว่างเสาอากาศกับตัวเครื่อง เป็นข้อต่อแบบหมุน ทาให้
เสาอากาศสามารถหมุนไปมาได้โดยอิสระแม้โดยการเอียงมือที่ถือเพียง
เล็กน้อย


วิธีการใช้งานอุปกรณ์:

1. ผู้ใช้ถืออุปกรณ์ในท่ายืนตรง จัดเสาอากาศให้หันไปข้างหน้า
2. ผู้ใช้ขยับตัวหรือหายใจขึ้น-ลงเล็กน้อย เพื่อสร้างประจุไฟฟ้าสถิต ซึ่ง
เป็นพลังงานหลักอย่างเดียวที่อุปกรณ์ใช้ในการทำงาน(ตามทีี่่ผู้ผลิตระบุ)

3. ผู้ใช้เดินผ่านไปยังบริเวณที่ต้องการตรวจสอบวัตถุ หากเสาอากาศเกิด
การหันไปทิศทางใด ก็แสดงว่ามีสิ่งที่ต้องการหาในทิศนั้น
4. การระบุตาแหน่งแน่นอน ต้องทาการค้นหาสองหรือสามครั้งในแนว
การเดินที่ต่างกัน เพื่อหาจุดตัด


วัตถุที่ตัวแทนจาหน่ายระบุว่าสามารถตรวจจับได้
(ข้อมูลจากเว็บไซต์ตัวแทนจาหน่าย)

วัตถุระเบิด

ดินปืน ดินดา กระสุนปืน ระเบิดพลาสติกทั่วไป รวมถึง C4 และ semtex
ไดนาไมท์ สารจุดระเบิด เช่น ไนโตรกลีเซอรีน สารประกอบระเบิดจากปุ๋ย
เช่น แอมโมเนียมไนเตรต


สารเสพติด

โคเคน ใบโกโก้ ยาที่มีสารประกอบโคเคน เฮโรอีน ยาที่มีสารประกอบ
เฮโรอีน กัญชา ยาสูบที่มีปริมาณมาก (ทั้งใบยาสูบหรือบุหรี่) ยาบ้า ยาอี
แอลเอสดี ฝิ่น สารประกอบจากฝิ่น มอฟีน ยาเค


สารอื่นๆ

ร่างกายมนุษย์, ยูเรเนียมอะซีเตต (ใช้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ หรือเป็น
ส่วนประกอบในวัตถุระเบิด), ทอง, งาช้าง, ยาพิษ,ธนบัตร, ยาสูบ


ข้อมูลจำเพาะของอุปกรณ์ (แปลจากเว็บไซต์ตัวแทนจาหน่าย เน้นคำ
สาคัญโดยผู้เรียบเรียง)

ขนาด:173 มม.x เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 มม.    น้ำหนัก: 450 กรัม


เวลาสูงสุดในการใช้งานแต่ละครั้ง: ไม่จำกัด เนื่องจากใช้พลังงานจาก

ไฟฟ้าสถิต

หลักการในการตรวจสอบ: คุณสมบัติการดูดแม่เหล็ก
 (DIA/PARA magnetism)

ระยะการตรวจจับสาร:  ระยะทั่วไป 700 เมตร

                              ในน้ำ ลึก  800 เมตร

                              ใต้ดิน ลึก   60 เมตร

                              ในอากาศ    4 กิโลเมตร

ปริมาณสารต่ำาสุดที่ตรวจจับได้: ในระดับ pictogram

(หนึ่งส่วนล้านล้านกรัม)

อุณหภูมิที่ทางานได้: -40ํํ c. ถึง +65 c.


จำนวนชนิดของสารที่ตรวจจับได้: สูงสุดจำนวน 74 สาร


จำนวนชนิดของสารที่สามารถระบุได้ในการใช้งานแต่ละครั้ง:  1


ความสามารถในการตรวจจับสารที่ถูกบดบัง:  สามารถตรวจทะลุ เหล็ก

                                                          ไม้ น้า และตะกั่วได้

ความสามารถในการตรวจจับสารที่ถูกนำเข้าร่างกายแล้ว
สามารถตรวจสารเสพติดที่เข้าร่างกายไปแล้วถึง 2 สัปดาห์หรือมากกว่า
นั้นได้


ข้อบ่งชี้เพิ่มเติม แปลจากที่กล่าวอ้างในเว็บไซต์ของตัวแทนจาหน่าย
เน้นคำสำคัญโดยผู้เรียบเรียง

. “เครื่องมือ GT200 ทางานตามหลักการ dia/para magnetism
(สมบัติการดูด/ผลักแม่เหล็ก) ซึ่งเป็นสมบัติตามธรรมชาติของสารทุก
ชนิดที่จะมีประจุแม่เหล็กอยู่ในเนื้อสาร ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า

สถิตแล้วก็จะก่อให้เกิดแรงดึงดูดระหว่างสารที่ต้องการตรวจจับกับเครื่อง
"GT200”

. “จนถึงวันนี้ เรายังไม่พบสิ่งใดที่สามารถยับยั้งหรือขัดขวางสัญญาณ
ของสารที่ต้องการตรวจจับไม่ให้ถูกตรวจหาได้้"

. “ตัวเครื่อง GT200 จะไม่มีการปล่อยรังสีหรือสิ่งอันตรายใดๆ ออกมา
เพราะตัวเครื่องจะทางานโดยการถูกกระตุ้น กล่าวคือ เป็นแค่ีเครื่องรับ
สัญญาณเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องปล่อยสัญญาณ”
. “เครื่อง GT200 สามารถตรวจจับสารได้ที่ปริมาณน้อยกว่า 30 ปิโคกรัม
ซึ่งถือว่าเป็นขั้นต่าสุดที่เครื่อง IMS (Ion Mobility Spectrometer -
เครื่องตรวจจับสารจากสารระเหย หรือที่เรียกกันว่า จมูกอิเล็กโทรนิกส์)
ทั่วๆ ไปจะตรวจจับได้ เพราะฉะนั้นด้วยความละเอียดในการตรวจจับระดับ
นี้ แม้เครื่อง GT200 จะระบุการตรวจพบสาร แต่การค้นหาด้วยตาหรือ
เครื่องมืออื่นๆ ให้ผลลัพธ์เป็นลบ ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีสารนั้นอยู่ ”


ประเทศที่มีการใช้อุปกรณ์ GT200 (ตามคากล่าวอ้างของผู้ผลิตและตัว
แทนจาหน่าย และข่าวสื่อสารมวลชน)

ไทย ฟิลิปปินส์ อินเดีย เนเธอแลนด์ สหราชอาณาจักร (ขณะนี้ หน่วย
งานของสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์ปฎฺิเสธข้อกล่าวอ้างนี้แล้ว:
ผู้เรียบเรียง) อิรัก (มีใช้เฉพาะกองทัพอิรัก ไม่ใช่กองทัพอเมริกันในอิรัก)
ปัจจุบันตัวแทนจำหน่ายกล่าวอ้างว่ามีการใช้งาน GT200 ใน 25 ประเทศ
ทั่วโลก


ราคาของเครื่อง GT200 ที่ทางการไทยสั่งซื้อ: 900,000 บาทต่อเครื่อง
(ข้อมูลจากเอกสารแนบท้าย 9)


สาเหตุที่เครื่อง GT200 ไม่สามารถใช้งานได้ตามที่กล่าวอ้าง

1. หลักการค้นหาที่กล่าวอ้าง ไม่สามารถทาได้จริงในเชิงวิทยาศาสตร์

ผู้ผลิต (และตัวแทนจาหน่าย) อ้างว่าได้ใช้ “สมบัติการดูด/ผลักแม่เหล็ก”

ของสสารในการระบุชนิดของสารที่ตรวจ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวมีอยู่จริง
แต่มีแรงที่อ่อนมาก ไม่สามารถส่งผลได้ไกลถึง 700 เมตรตามระยะการ
ตรวจจับของเครื่อง GT200 ตามที่อ้างไว้ (ลองจินตนาการถึงการใช้แม่
เหล็กติดตู้เย็นดูดคลิปหนีบกระดาษ จะเห็นว่าไม่ถึงหนึ่งเมตรแรงของแม่
เหล็กก็ไม่สามารถดูดคลิปหนีบกระดาษได้แล้ว) โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณ
จากแรงดังกล่าว ถูกรบกวนโดยคลื่นแม่เหล็กมากมายรอบตัวเรา (คลื่น
วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร หรือแม้แต่คลื่นรบกวนของ
บรรยากาศโลก) จึงไม่มีทางที่จะตรวจจับสมบัติดังกล่าวของสสารได้ใน
ระยะไกลเท่าที่อ้างเลย

อีกประการหนึ่ง การตรวจจับสมบัติทางแม่เหล็กของสสาร ต้องอาศัย
สนามแม่เหล็กในการตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้พลังงานปริมาณมากในการ
ผลิต แต่ตัวเครื่อง GT200 กลับไม่มีการใช้แบตเตอรี่ใดๆ แต่ใช้แค่พลังงาน

ไฟฟ้าสถิต ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้มากพอที่จะ
ส่งผลไกลถึง 700 เมตร ในขณะเดียวกัน วัตถุที่ตรวจหา เช่น สารเสพติด
วัตถุระเบิด ก็ไม่มีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเช่นกัน จึงพูดได้ว่า

ที่ระยะเป็นร้อย ๆ เมตรนั้น ถ้าทั้งตัวเครื่องและตัวสาร ไม่มีการสร้างสนาม
แม่เหล็กไฟฟ้าทั้งคู่ ก็ไม่มีทางส่งผลถึงกันได้เลย

ผู้ที่สงสัยในเรื่องนี้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการค้นหานี้ สามารถ
สอบถามนักฟิสิกส์ นักเคมีกายภาพ หรือ วิศวกรไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญ
ได้ทุกท่าน โดยทุกคนจะให้คาตอบที่ตรงกันว่า เป็นไปไม่ได้

2. ไม่มีการนำเครื่อง GT200 (หรือเครื่องที่คล้ายกัน) ไปใช้ในห้องทด
ลองทางวิทยาศาสตร์


ดังนั้น ด้วยหลักสามัญสานึก หากเครื่อง GT200 ทาได้ตามที่กล่าวอ้างจริง
ทั้งทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และหน่วยงานทางการทหารและ
ความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือสหภาพยุโรป ย่อมต้องนาเครื่องมือชนิดนี้หรือ
หลักการตรวจสอบแบบนี้ไปใช้จริงเป็นจานวนมหาศาลแล้ว แต่ในความเป็น
จริงกลับไม่มีการนาไปใช้งานเลยนอกจากหน่วยงานของประเทศโลกที่สาม
เท่านั้น (อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ)

3. มีรายงานแจ้งเตือนการหลอกลวงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของ
รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และมีการดำเนินคดีโดย FBI กับผู้ผลิตเครื่องตรวจ
จับหลอกลวงทานองนี้แล้ว


ก่อนหน้าที่บริษัท Global Technical จะผลิตเครื่อง GT200 ออกมา ทาง
บริษัทเคยมีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันที่มีชื่อว่า MOLE Substance Detector
ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานและหลักการทางานที่กล่าวอ้างเหมือนกันกับ

GT200 แต่ต่างกันเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งเครื่อง MOLE ได้ถูกทด
สอบโดยห้องปฏิบัติการสังกัดกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและพบว่า ไม่มีความ
สามารถในการตรวจจับแต่อย่างใด (ในภาษาของรายงานทางวิทยาศาสตร์
ใช้คาว่า equal to random chance ซี่งหมายถึง มีค่าเทียบเท่ากับการเดา
สุ่ม) หลังจากมีรายงานการทดสอบฉบับนี้ออกมา (อ่านได้จากเอกสารแนบ
ท้าย 6) บริษัท Global Technical ก็ได้เลิกขาย MOLE ไป แต่ออกผลิต
ภัณฑ์ใหม่ คือ GT200 มาแทนและไม่เดยนำไปขายในสหรัฐอเมริกาอีกเลย


 อีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว คือการจับกุมบริษัทผู้ผลิตเครื่อง
ตรวจจับสารหลอกลวงอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งซึ่งมีึชื่อว่า Quadro Tracker ซึ่ง
ถูกจับกุมโดย FBI ในข้อหาขายผลิตภัณฑ์หลอกลวง ในปี 1996 (ซึ่งส่ง
ผลให้บริษัทและผู้บริหารถูกจับ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้ออานวยการสั่งซื้อ
ซื้อถูกไล่ออกและดาเนินคดีในปี 1997) (อ่านเพิ่มเติมได้ในเอกสารแนบ
ท้าย 5)


นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันในชื่อ Sniffex ซึ่งกล่าวอ้างคุณสมบัติ
แบบเดียวกัน ก็ได้ถูกประเมินอย่างเป็นทางการโดยกองทัพเรือสหรัฐแล้ว
ผลการประเมินคือ ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่กล่าวอ้าง (อ่านเพิ่ม
เติมในเอกสารแนบท้าย 7)


สาเหตุที่เครื่อง GT200 ขายได้ในไทยและประเทศโลกที่สาม


1. รูปแบบการใช้งานกำกวม ถูกบิดเบือนผลลัพธ์โดยผู้ใช้ได้ง่ายตาม
ความเชื่อ


เนื่องจากเครื่องมือนี้มีการรายงานผลลัพธ์อย่างกว้างๆ (ใช้เสาชี้) ไม่ได้
มีการอ่านค่าเป็นตัวเลข หรือมีสัญญาณเตือน(เหมือนเช่นเครื่องตรวจหา
อื่นๆ เช่น เครื่องตรวจหารังสี ตรวจโลหะ) แต่อย่างใด เมื่อเสาชี้ไปทางใด
ผู้ค้นหาก็ทำการเดินหาอย่างกว้างๆ ในทิศทางหรือจุดตัดนั้นๆ ถ้าหาเจอ
วัตถุที่ต้องการ ก็จะยกประโยชน์ให้ว่าเครื่องหาเจอ โดยเฉพาะเมื่อใช้
เครื่องนี้หาวัตถุเป้าหมายเจอในพื้นที่เสี่ยงที่มีวัตถุเป้าหมายมากอยู่แล้ว
(เช่นหมู่บ้านตามชายแดนที่มียาเสพติดเกือบทุกบ้าน ซึี่่งจริง ๆ ในกรณี
แบบนี้ แม้แต่การสุ่มตรวจก็ยังมีโอกาสหาเจอสูง) แต่หากไม่เจอ ก็จะบอก
ได้ว่ามีการปนเปื้อนหรือวัตถุถูกปิดบัง/กลบโดยวัตถุอื่นอยู่ ทาให้หาไม่เจอ
ที่กล่าวอ้างได้เช่นนี้เนื่องจากผู้ผลิตได้กล่าวอ้างความไวและความทะลุ
ทะลวงของเครื่องไว้สูงมาก ทาให้สามารถใช้คาพูดทานอง “วัตถุมีอยู่
เครื่องหาเจอ แต่คนหาไม่เจอเพราะมีการปนเปื้อนปริมาณน้อยลง มองไ่ม่
เห็น หรือถูกฝัง/ปิดบังอยู่” ได้

2. การขาดระเบียบวิธีและสามัญสานึก (common sense)
ทางวิทยาศาสตร์


การทดสอบใช้งานเครื่อง GT200 ก่อนการจัดซื้อของทางการไทย (เท่า
ที่ผู้เรียบเรียงได้ทราบมา) นอกเหนือจากการสาธิตให้ดูของตัวแทน
จาหน่ายแล้ว ก็ได้กระทาโดยการนาตัวอย่างสารไปวาง หรือกลบฝังใน
ตำแหน่งใดตาแหน่งหนึ่งแล้วให้ผู้ค้นหาถือเครื่องมือดังกล่าวออกค้นหา
โดยผู้ค้นหารู้ตาแหน่งที่สารตัวอย่างถูกวางอยู่แล้ว เมื่อทำการค้นหาเจอ
ก็เขียนรายงานกันว่าเครื่องมือใช้ได้จริง ซึ่งตามหลักแล้วการทดลองเช่น
นี้เชื่อถือไม่ได้ เนื่องจากการที่ผู้ตรวจหารู้ตำแหน่งของเป้าหมายแล้ว ก็
อาจส่งผลเบี่ยงเบนการตรวจหาได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ เมื่อผู้ค้นหาเดินผ่าน
ตำแหน่งเป้าหมาย การรู้ตาแหน่งเป้าหมายอาจทาให้ผู้ค้นหาเอียงมือหรือ
เลิกประคองเสาอากาศได้ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ซึ่งปรากฎการณ์
เช่นนี้มีชื่อเรียกทางจิตวิทยาว่า ideomotor effect และเป็นปรากฏการณ์
เดียวกับที่เกิดในการเล่นผีถ้วยแก้ว (เรื่องอคติส่วนบุคคลนี้ อาจเทียบได้
กับการทดสอบคุณภาพเครื่องเสียง ที่ถ้าผู้ทดสอบฟังรู้ว่าสิ่งที่ตนกาลังฟัง
เป็นเครื่องเสียงราคาแพง ก็อาจคิดไปเองได้ว่าเสียงที่ออกมามีคุณภาพดี)

 ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว การทดสอบใดๆ ที่อาจมีอคติของบุคคลเข้ามา
เกี่ยวข้อง ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า double blind test ซึ่งมีหลักการ
ง่ายๆ คือ ผู้ที่ทาการค้นหา ต้องไม่รู้ตาแหน่งของวัตถุเป้าหมายมาก่อน

ซึ่งทำได้โดยการกันผู้ค้นหาออกไปในขณะที่ผู้เตรียมการทดลองทาการ
ซ่อนเป้าหมาย และห้ามให้ผู้ค้นหาสื่อสารหรือพบเจอกับผู้รู้ที่ซ่อนโดยเด็ด
ขาด ซึ่งหากทาได้เช่นนี้แล้ว ผู้ค้นหายังค้นหาเป้าหมายเจอในหลายๆ
ครั้งมากกว่าการเดา จึงจะถือได้ว่าเครื่องมือที่ใข้ค้นหานั้นมีประสิทธิภาพ
จริง (เทียบกับการทดสอบเครื่องเสียง ก็คือการกันไม่ให้ผู้ทดสอบฟังรู้ว่า
เสียงที่ออกมานี้เป็นของเครื่องเสียงยี่ห้ออะไร ให้ฟังแต่เสียงได้อย่างเดียว
ซึ่งจะตัดอคติความเชื่อส่วนบุคคลไปได้)


 การทดสอบของหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นก็ใช้วิธีการ double
blind test ง่ายๆ นี้เช่นเดียวกัน โดยการซ่อนเป้าหมายไว้ในกล่องกระดาษ
หนึ่งในสี่กล่อง (คือจะสุ่มใส่ในหนึ่งกล่อง อีกสามกล่องเป็นกล่องว่าง)

โดยไม่ให้ผู้ค้นหารู้ จากนั้นกันผู้ซ่อนออก แล้วให้ผู้ค้นหาเข้ามาหาแล้วราย
งานผล ทาเช่นนี้ 20 ครั้ง ถ้าตรวจหาได้มากกว่าประมาณ 1 ใน 4 (ซึ่งเป็น
โอกาสถูกจากการเดาสุ่ม) มากๆ จึงจะถือว่าใช้งานได้ แต่ผลลัพธ์การตรวจ

ออกมาถูกแค่6 ใน 20 จึงสรุปได้ว่าเครื่องมือนี้ใช้งานไม่ได้ (อ่านเพิ่มเติม
ได้ในเอกสารแนบท้าย 6)

 สาหรับแนวทางขั้นตอนการทดสอบอย่างง่าย (หากประสงค์จะจัดการ
ทดสอบ) สามารถอ่านได้ในหัวข้อตอนท้ายของเอกสารฉบับนี้

3. การสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตและตัวแทนจาหน่าย


ในการขายเครื่องมือ GT200 นี้ให้แก่หน่วยงานของไทย ทางตัวแทน
จำหน่าย (จากสิงคโปร์) ได้จัดให้มีการอบรม เพื่อบรรยายสรรพคุณและ
วิธีการใช้งาน จากนั้นก็ให้ชาวต่างชาติ (ฝรั่ง) ที่มีลักษณะบุคลิกคล้าย
ทหารมาสาธิตการใช้งานและจัดการทดสอบแบบปลอม ๆ (คือไม่ได้ใช้
วิธี double blind ตามที่บรรยายไว้ในข้อ 2) ขึ้น พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า
เครื่องมือนี้ถูกใช้งานในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งกองทัพของสหราชอาณา
จักรด้วย* ทาให้สร้างความน่าเชื่อถือกับตัวแทนหน่วยงานของไทยได้
เป็นอย่างมาก

 *กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้าง
นี้ รวมถึงสั่งให้บริษัทนำข้อความโฆษณาดังกล่าวออกจากเว็บไซด์แล้ว
(อ่านเพิ่มเติมได้จากเอกสารแนบท้าย 8)


หน่วยงานของไทยที่มีอุปกรณ์ GT200 ในการใช้งาน (ข้อมูลส่วนหนึ่งไม่
เป็นทางการ ระบุเท่าที่ผู้เรียบเรียงทราบ)

. กองทัพบก (มากกว่า 200 เครื่องเป็นอย่างต่ำ)
o กรมสรรพาวุธทหารบก
o กองทัพทั้งสี่ภาค
o กองกาลังส่วนหน้าทั้งหมด


. กรมสรรพาวุธทหารอากาศ กองทัพอากาศ
. หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ, กรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ
. สานักงานตารวจแห่งชาติ
o สานักงานตรวจคนเข้าเมือง
o สานักงานนิติวิทยาศาสตร์ตารวจ
o ตารวจตระเวนชายแดน หน่วยที่ปฏิบัติงานตามชายแดน โดยเฉพาะ
   ชายแดนภาคใต้
o กองบัญชาการตารวจนครบาล


. สานักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
. สานักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สานักงานในเขตชายแดนภาคใต้


อุปกรณ์ที่มีลักษณะและรูปแบบการทางานที่คล้ายกัน ภายใต้เครื่องหมาย
การค้าหรือบริษัทอื่น

Sniffex, Sniffex Plus, Alpha6 (มีใช้ในไทย), ADE651, MOLE,
Quadro Tracker


ผลเสียและอันตรายจากการใช้งาน เครื่อง GT200 หากตัวอุปกรณ์ดัง
กล่าวไม่สามารถทางานได้ตามที่กล่าวอ้าง

1. สูญเสียงบประมาณประเทศไปกับอุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริงโดยเครื่อง
GT200 นี้ถูกสั่งซื้อเข้ามาใช้งานในไทย ในราคาเครื่องละประมาณเก้า
แสนบาท จานวนเท่าที่ทราบตอนนี้มีมากกว่า 200 เครื่องเป็นอย่างต่ำ

2. เจ้าหน้าที่สูญเสียวิจารญาณในการทางาน เนื่องจากผลการตรวจสอบที่
ผิดพลาดของเครื่อง(ที่มีประสิทธิภาพเท่าการเดาสุ่ม) ซึ่งส่งผลต่อความ
เสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกรณีของ false negative (คือ มีสาร
ตัวอย่างจริง แต่ตรวจไม่พบ ที่เกิดกับกรณีของวัตถุระเบิดหรืออาวุธปืน*

3. ความเสี่ยงของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามการทางานที่ผิดพลาดของเจ้า
หน้าที่ อันเป็นผลมาจากข้อ 2

4. เจ้าหน้าที่ทางนิติวิทยาและหน่วยสืบสวนนาผลการตรวจสอบของเครื่อง
มือดังกล่าว (ซึ่งใช้ไม่ได้จริง) เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารูปคดี
และให้การในชั้นศาล (ปัจจุบันผลของเครื่อง GT200 ไม่สามารถใช้อ้าง
ในศาลได้แต่อาจส่งผลต่อคาให้การของเจ้าหน้าที่) รวมถึงได้มีการอ้าง
ผลการตรวจของเครื่องออกทางสื่อมวลชน** อันอาจก่อให้เกิดความเข้า
ใจผิดของประชาชนต่อเหตุการณ์หรือรูปคดีได้

5. การอ้างผลการตรวจของอุปกรณ์ GT200 เพื่อทาการตรวจค้นหรือ
ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป ในกรณีของ false positive (คือไม่มี
สาร แต่เครื่องตรวจพบ) อาจทาให้เกิดผลเสียที่บานปลายได้ โดยเฉพาะ
ในสถานการณ์ภาคใต้ ที่เจ้าหน้าที่มีอานาจตามกฏสถานการณ์ฉุกเฉินใน
ภาคใต้ ให้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ ***


* ดูเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้าย 1 และ 2 (ชุดเก็บกู้ระเบิดของ ตชด. โดน
ระเบิดเสียชีวิตสามนายที่ อ.ปานาเระ) (คาร์บอมบ์สุไหง-โกลก)


** ดูเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้าย 3 (การพิสูจน์หลักฐานกรณีระเบิดม็อบ
พันธมิตร)

*** ดูเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้าย 4 (รายงานความขัดแย้งระหว่าง จนท.
กับชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนใต้ จากกรณีเครื่อง GT200)



เอกสารแนบท้าย


1. ข่าวการเสียชีวิตของชุดกู้ระเบิดตชด. สามนายที่ปานาเระ
2. ข่าวเครื่อง GT200 ทางานผิดพลาดในกรณีคาร์บอม ที่ อ.สุไหง-โกลก
3. ข่าวที่มีการอ้างผลการตรวจสอบจากเครื่อง GT200 ในการสืบสวนคดี
    (การพิสูจน์หลักฐานกรณีระเบิดม็อบ
พันธมิตร)
4. ข่าวรายงานความขัดแย้งของเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านที่เกิดจากการใช้งานเครื่อง GT200
5. ข่าวการจับกุมบริษัทผู้ผลิต Quadro Tracker โดย FBI ในปี 1996
6. รายงานผลการตรวจสอบเครื่อง MOLE จาก Sandia National Laboratories กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ
7. รายงานผลการตรวจสอบเครื่อง Sniffex จากกองทัพเรือสหรัฐฯ
8. หนังสือชี้แจงปฏิเสธคากล่าวอ้างของผู้ผลิต GT200 จาก Minister for Defence Equipment and Support ,
Royal British Army
9. เอกสารจากกองทัพบกที่มีข้อมูลราคาของเครื่อง GT200


เอกสารประกอบ 1 จาก
http://p9.police.go.th/modules.php?op=modload&name
=Album&file=index&do=showpic&pid=
17&orderby=dateD


เอกสารประกอบ 2 จาก http://thainews.prd.go.th/view.php?
m_newsid=255210070052&tb=N255210

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ยะลา(สวท.) Rewriter : ภัทรศรี วนิชาชีวะ
สานักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th


เอกสารประกอบ 3 จาก
http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=
bmlkPTU5NTYxJm50eXBlPXRleHQ=


เอกสารประกอบ 4 จาก http://www.bangkokpost.com/news/local/
19260/when-faulty-technology-can-cost-police-lives

When faulty technology can cost police lives

Writer: Abdulloh Benjakat

Published: 28/06/2009 at 12:00 AM


เอกสารประกอบ 5
จาก http://www.ndsn.org/march96/quadro.html

FBI Calls Drug "Detection" Device "A Fraud"

LAW ENFORCEMENT

March 1996


เอกสารประกอบ 6 เอกสารที่แนบมาด้วย
“Double-Blind Field Evaluation of the MOLE Programmable
Detection System” โดย Sandia National Laboratories,
US Department of Justice


เอกสารประกอบ 7 เอกสารที่แนบมาด้วย
“Test Report: The Detection Capability of the Sniffex

Handheld Explosives Detector” โดย Naval EOD Technology,
Us Navy


เอกสารประกอบ 8 เอกสารที่แนบมาด้วย
“หนังสือเลขที่ D/MSU/7/4/9/is” โดย Minister for Defence
Equipment & Support, UK.


เอกสารประกอบ 9 เอกสารที่แนบมาด้วย
“สรุปรายงานการประชุมกรมฝ่ายยุทธบริการ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๒”
กองทัพบกไทย



วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

3 ปี หลังรัฐประหาร 19949 - เราเสียหายมากมายมหาศาลไม่อาจประมาณได้

ค่าใช้จ่ายสำหรับรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญใหม่พุทธศักราช 2549/2550
เอกสารนี้ประกอบการเสวนา 'การเมืองไทย: หลังขิงแก่ 1(Thailand: Post
Old Ginger 1)' จัดโดย โครงการตลาดวิชา มหาวิทยาลัยชาวบ้าน เมื่อ
วันศุกร์ 9 มีนาคม 2550 เวลา 13.30-17.00 ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ค่าใช้จ่ายสำหรับรัฐประหาร และรัฐธรรมนูญใหม่พุทธศักราช 2549/2550
เงินเดือนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ประธาน เดือนละ 115,920 บาท
รองประธาน (2 คน) 110,390x2 220,780 บาท
สมาชิก (239 คน) 104,330x239 24,934,870 บาท
รวมเดือนละ 25,271,570 บาท
ถ้าอยู่จนมีสภาชุดใหม่ (15 เดือน) 379,073,550 บาท

เงินเืดือนสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ประธานเดือนละ 110,390 บาท
รองประธาน 2 คน คนละ 106,360 บาท รวมเดือนละ 212,720 บาท
สมาชิก 97 คน คนละ 104,330 บาท รวมเดือนละ 10,120,010 บาท
รวมเดือนละ 10,443,120 บาท
ถ้าอยู่จนมีสภาชุดใหม่  รวมเป็นเงิน 125,317,440 บาท

เงินเดือนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานเดือนละ 114,000 บาท
รองประธานเดือนละ 109,500 บาท
สมาชิก 7 คน คนละ 104,500 รวมเป็นเงินเดือนละ 731,500 บาท
รวมเดือนละ 955,000 บาท
ถ้าอยู่จนหมดวาระ (15 เดือน) รวมเป็นเงิน 14,325,000 บาท

เงินเดือน คปค./คมช.
ประธานเดือนละ 119,220 บาท
รองประธานเดือนละ 113,640 บาท
สมาชิก 6 คน คนละ109,560 บาท รวมเดือนละ 657,360 บาท
รวมเดือนละ 890,220 บาท
ถ้าอยู่จนหมดวาระ (15 เดือน) รวมเป็นเงิน 13,353,300 บาท

อนึ่ง ยังจะต้องมีการทำ "ประชามติ" ว่าจะรับหรือไม่รับ
"รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18" นี้ ในประมาณเดือนกันยายน 2550
โดยที่จะต้องใช้งบประมาณอีก 1,800 ล้านบาท

สรุปแล้ว รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งสิ้น 379,073,550+125,317,440+14,325,000+13,353,300
+1,800,000,000 รวมเป็น 2,332,069,290 (สองพันสามร้อยสาม
สิบสองล้านหกหมื่นเก้าพันสองร้อยเก้าสิบบาท)

โดยเปรียบเทียบแล้วใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดินที่ ม.ธรรม
ศาสตร์ได้รับในปีนี้คือ2,048,510,400 บาท งบดังกล่้าว มธ. ใช้
สำหรับการศึกษาของชาติเป็นเงินเดือนของอาจารย์ 1,400 คน
ข้าราชการและลูกจ้าง เกือบ 5,000 คน และนักศึกษาทุกระดับ
ปริญญาจำนวนกว่า 30,000 คน

อนึ่งบุคคลที่เป็นสมาชิกในองค์กรของการ "รัฐประหารและรัฐ
ธรรมนูญ" ต่าง ๆ เหล่านี้ต่างก็มีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว และ
ไม่มีใครลาออกจากตำแหน่งมาเหมือนดังเช่นสภาผู้แทนราษฎร
ที่มาจากการเลือกตั้งและมากกว่าร้อยละ 90 ของสมาชิกองค์กร
ต่าง ๆข้างต้นเป็นข้าราชการที่กินเงินเดือนจากภาษีราษฎรทั้งสิ้น

บุคคลเหล่านี้ยังมีสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีก เช่้น มีเบี้ยประชุมครั้งละ
1,000 บาท การเดินทางไปราชการในต่างประเทศเบิกได้เหมือน
ข้าราชการ ซี 11

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกคือ ค่าใช้จ่ายในการก่อการ
รัฐประหาร เพื่อยึดอำนาจการปกครองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของ คปค. เมือวันที่ 19 กันยายน ที่
มีการคงกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และการเตรียมพร้อมใน
ช่วง 2 สัปดาห์แรกสูงถึง 500 ล้านบาท (ขณะนี้ งบกลาโหมปี
2550 จำนวน 115,024,014,800 บาทเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มี
เพียง 85,219,000,000 บาท อยู่ร้อยละ 34.97 หรือคิดเป็นร้อย
ละ 7.344 ของงบประมาณทั้งประเทศ 1,566,200,000,000 บาท)

หมายเหตุ  ข้อมูลรวบรวมจากรัฐสภา

ปิดสนามบินเสียหาย 1.8 หมื่นล้าน  ครม. ชดเชย 8 ล้าน
ที่เหลือฟ้องร้องเอาเอง
(9 ก.ค. 52) นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายก
รัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.ได้อนุมัติ
งบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินงาน
ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ได้ใช้ในการช่วยเหลือผู้โดย
สารตกค้างในช่วงทีี่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง
ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ตามนัยมติครม.วันที่ 9 ธ.ค.51
วงเงินทั้งสิ้น 8,096,025 บาท โดยให้กระทรวงคมนาคมเบิกจ่าย
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ในส่วนของ
งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
ภายในกรอบวงเงิน 1,912,970 บาท ตามมติ ครม. และขอทำ
ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขี้นจากการดำเนินการ
ให้ความช่วยเหลือนักท่องท่องเที่ยวตกค้างตามที่กระทรวง
คมนาคมเสนอมาในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 671,628,910 บาท
ของบริษัทการบินไทยจำกัด(มหาชน) บริษัทการท่าอากาศยาน
ไทยจำกัด(มหาชน)และสายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทย
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามภารกิจและความ
รับผิดชอบของหน่วยงานหรือบริษัทนั้น ๆ รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่าย
ที่ไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือตามนัยมติครม.
ดังกล่าว จึงควรที่หน่วยงานหรือบริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้รับภาระ
ค่าใช้จ่ายเอง

นอกจากนี้ยังรับทราบผลเสียหายจากการสูญเสียรายได้ของ
หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจใน
อุตสาหกรรมการบินจำนวน หนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยกว่าล้าน
บาท ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการเรียกร้องค่า
ชดเชยจากผู้ก่อความเสียหายตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


หมายเหตุ ความเสียหายเหล่านี้ยังไม่ได้รวมการสูญเสียรายได้
และโอกาสทางธุรกิจทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจ
อื่น ๆ อีก เช่น การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ การท่อง
เที่ยว การโรงแรม การขนส่ง และการบริการอื่น ๆ ฯลฯ เป็นต้น
อีกนับจำนวนหลายแสนล้านบาท

แล้วเรามาดูกันว่า บุคคลต่าง ๆ ที่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้
ได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างไรกันบ้าง

พลเอกสะพรั่ง  กัลยาณมิตร แกนนำคนสำคัญได้รับบำเหน็จให้
ไปเป็นประธานคณะกรรมการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย
และประธานคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่ง
แต่ละที่มีผลประโยชน์ตอบแทนมากมายรวมทั้งเบี้ยประชุมและ
สวัสดิการอื่น ๆ อีกเพียบ

พลเรือเอกบรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้รับบำเหน็จได้เข้าเป็นคณะ
กรรมการการท่าอากาศยานและอื่น ๆ อีกเช่นกัน

นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้รับบำเหน็จเป็นประธานกรรมการ อสมท. ในปัจจุบัน

กลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒสภาในปัจจุบัน เช่น
น.ส.รสนา โตสิตระกูล และ อื่น ๆ เป็นต้น

กลุ่มบุคคลที่่ได้รับงานทางด้านการสื่อสาร เช่น กลุ่มเนชั่น ฯลฯ เป็นต้น

เอาไว้จะขุดขึ้นมาให้ได้รับทราบกันทั่วไปอีกหรือจะมีท่านใดจะกรุณา
ส่งข้อมูลมาให้เพิ่มก็จักเป็นพระคุณยิ่ง

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

'พระสงฆ์ใต้'ทนไม่ไหว! บิณฑบาตถูก'ถ่มน้ำลาย'

อาตมาโดนมาตลอด
ครั้งแรกโดนเตะที่หน้าตอนบิณฑบาต
ครั้งที่สองโดนชนด้วยรถจักรยานยนต์ ขาเกือบหัก
ครั้งที่สามขณะบิณฑบาตอยู่ แม้จะมีทหารยืนอยู่ข้างหลังเมื่อปี 2549 ก็มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายขับรถจักรยานยนต์มาถ่มน้ำลายใส่บาตร ซึ่งทหารก็ทำอะไรไม่ได้
เราจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ปัญหา จะรอการแก้ปัญหาถึง 3 ปีไม่ได้เพราะช้าไปชาวพุทธจะหมด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว
ว่า แล้ว นางจวน ก็ประชุมวางแผนก่อตั้ง สบ.ชต. (แทนศอ.บต.)ที่ล้มเหลว พร้อมทุ่มงบประมาณลงไปเยียวยา เพื่อให้พวกมันขับไ่่ล่ชาวไทยพุทธออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้......
พวกเรา หลงทาง กันไปแล้ว........อยากให้ป๊อกเถิก ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างนี้บ้าง

Incognito said angrily
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง คนบริสุทธิ์ถูกฆ่าอย่างทารุณโหดเหี้ยมเพิ่มมากขึ้นหลังจากการ "ลอบ" สังหารหมู่ในมัสยิดเมื่อหลายวันก่อน ขอประณามกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำอันอุกอาจและโหดเหิ้ยม ที่นำมาซึ่งความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นจน "เกินกว่า" จะเยียวยาด้วยเพียงคำพูดสวยหรู ...

July Wong added with wonder
"แปลกใจมาก ที่ภาคใต้
เขา เขาไหนไม่รู้
ไม่รู้ปัญหาเลยหรือ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ ร้าย ๆ มาหลายปี งบก็ ให้ๆๆ ทุ่มลงไป หลายแสนล้าน ไม่ดีขึ้น แต่กลับเลวร้ายลง
คนมีอำนาจ ทั้งบนบก ทะเล อากาศ นั่งเสวยสุข บน น้ำตา คนไทย
เหมือน คนไทย ส่วนอื่นๆที่ กล้ำกลืน กับ ความเฮงเส็ง ของ ร.บ. ไฮยีน่า ชุดนี้ พวก เขา ทำลาย ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อ ประเทศ จนติดลบ
และความรู้สึก ก็เกิด ต่อเนื่อง เป็น ความสะใจ กับ หลายเรื่องที่ บ้านเมืองนี้ กำลัง ประสบ เพราะ คือการระบายความเคียดแค้นไง
ต่างกับ พวกก่อการร้ายทางใต้ ตรงที่พวกนั้นใช้วิธีเหี้ยมโหด
ใจ ที่ เจ็บปวด เมิ่อไหร่ จะ เยียวยาได้"


"พระสงฆ์ยังถูกคุกคามขนาดนี้แล้วชาวบ้านจะเหลือเหรอ
เหม็นเบื่อรัฐบาลแมลงสาป" ..........................................ส.ม.ฆ. กล่าวเสริมด้วยความเหนื่อยหน่าย

ป้าปากเกร็ด แหวเข้าใส่ว่า.......................................
เสียดายงบประมาณ เอาไปผลาญตั้งหลายแสนล้าน
คิดตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ มันคุ้มไหม

ไม่มีปัญญา จะอุ้มไว้ทำไม ถ้ามีบ่อน้ำมันอยู่ก็ไปอย่าง
คนไม่รัก จะไปยื้อให้เขาอยู่ทำไม ปล่อยเขาไปเถอะ
แล้วทุ่มเทงบ ช่วยเหลือคนทั้งประเทศจะดีกว่า

งบที่ลงไป ไม่เห็นมีชาวบ้านที่ไหนได้ นอกจากข้าราชการทหารตำรวจ
แล้วก็ผ่านมากี่ปีแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น ล่าสุดหลังยิงถล่มกันในมัสยิด
ก็ทุ่มไป ห้าหมื่นล้าน โอ้แม่เจ้า เอาไปทำอะไรล่ะเนี่ย

ทุ่มซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ไม่ช่วยอะไร (นอกจากได้ ค่าคอมมิชชั่นกัน)
ตัดไปแค่สามจังหวัด ประเทศอาจเบาตัวขึ้นอีกแยะ ประกาศไปเลย
ว่าใครอยากอยู่เมืองไทย ย้ายขึ้นมาจัดหาที่ทำกินให้ ส่วนพวกนั้นก็ปล่อยไป

จะมาห่วงอะไรกับหน้าตา ไอ้ที่ว่าไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยเป็น
ราชอาณาจักรหนึ่งเดียว ที่จะแบ่งแยกไม่ได้ ก็ลืมๆเสียเถอะ รธน. น่ะ
เห็นก็ฉีกกันมาทุกยุคทุกสมัย เรื่องแค่นี้ทำเป็นเหนียม

หากประกาศไปแล้ว เอาคนของเราออกมา หากยังเสียดายพิ้นที่
ก็เข้าไปปราบได้โดยสะดวก เพราะต้องถือว่าพวกที่เหลือไม่ใช่คนไทย
แต่อย่างว่า มันชวนให้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าเก็บเอาไว้หากินกันมากกว่า


อยากให้ นังเปรม/นังจวน ลงไปนั่งบัญชาการ สบ. ชต.เองเลย
อยากให้ ป๊อกเถิก ยกกองพล 2 รอ. ลงไปปราบปรามเสี้ยนหนามให้สิ้น
อยากให้ กองทัพไทยออกมาประสานเสียงกันว่า เรา "หลงทาง" แล้ว
อยาก ให้ หล่อ ฟัน เก ออกมา "ขอโทษ" โจรใต้ และกราบงาม ๆ สามที่เผื่อว่าจะได้รับความเมตตาไม่ฆ่าฟันประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกต่อไปโดย เฉพาะครูใต้ที่มีใจให้ศิษย์(แต่เข้าไม่อยากเรียนหลักสูตรไทย ไม่อยากร้องเพลงชาติไทยและไม่อยากร้องเพลง ...?) ...............................หนุ่มเมืองชลฯ ใส่เพิ่มเติม

Muserdoi------------ไอ..ป๊อกมันไร้ปัญญาเก่งแต่ยิงคนมือเปล่า(เสื้อแดง)

มันช่างเป็นความเจ็บปวดรวดร้าว จำเจครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาธิปัตย์ที่คุยนักคุยหนา เป็นไงล่ะพอได้เป็นรัฐบาลก็บ่มิไก๊ ทีไทยรักไทยเป็นรัฐบาลโจมตีเขาอย่าสาดเสียเทเสีย พอพวกมันเป็นกันก็เหมียนเดิม ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นกลับยิ่งรุนแรง แล้วก็ทุ่มงบกันเข้าไป ฟาดคอมมิชชั่นซื้ออาวุธกันจนพุงปลิ้นถุย.... ......................................kohka55

ถ้ายังคงเชื่อถือแนวทางพัฒนาของหล่อฟันเก
ถ้ายังคงหลงทางไปกับฝ่ายความมั่นคงของไทย
ถ้ายังคงทุ่มเทงบประมาณลงไปละลายแม่น้ำปัตตานี/สายบุรี/สุไหงโกลก

รับรอง ไทยพุทธไม่เหลือแล้วต่อไปชาวจีนจะถูกกดดันเหมือนในมาเลเซียและวัดไทยจะร้าง พระสงฆ์ อุโบสถถูกทิ้งร้าง.......นักเรียนจะร้องเพลงชาติภาษายาวีที่เราก็ฟังไม่ ออกว่ามีเนื้อหาว่าอะไร ......หนุ่มเมืองชลฯ พูด

จนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมีการลอบยิงตำรวจ ทหาร ทหารพราน ประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน มีการวางระเบิดกันหลายแห่ง....................โว้ย จะทนไม่ไหวแล้วนะ เมื่อไหร่จะส่ง กองกำลัง บูรพาพยัคฆ์ ลงไปปราบเสียที

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ประชานิยมหรือทุจริตเชิงนโยบาย

ตั้งแต่เช็คชั่วชาติ จนถึง ปลดหนี้นอกระบบให้คนจน
นโยบาย และรูปแบบ ดูผิวเผิน ก็น่าจะเป็นนโยบาย ช่วยเหลือภาคประชาชน แต่อย่างที่เคยเขียนมาแล้ว ว่า วิธีการแบบนี้ เป็นวิธีที่ ชั่วร้าย ของนายทุนสามานย์รูปแบบของพรรคแมงสาบ ของแท้ดั้งเดิม ใช้มาตลอด แค่ปรับเปลี่ยนวิธีไปตามยุค เพื่อไม่ให้ใครจับได้ง่ายๆ แบบว่าเนียนมากขึ้นก็เท่านั้น

ยกตัวอย่างที่ผ่านมา นโยบาย เช็คชั่วชาติ 2000 บาท ดูเหมือนแค่เป็นการนำอัฐยายซื้อขนมยาย ไม่มีใครเสียหาย เอาเงินประกันสังคม ของท่าน มาแจกท่าน แต่อันที่จริง เงินแค่นี้ แจกแค่รอบเดียว จำนวนคนที่ได้รับ คิดเป็นเงิน หลายหมื่นล้านบาท ในคราวเดียว อ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แท้จริง คนที่ได้รับเงินไป ใช้อะไรไม่ได้นอกจากเอาไปใช้จ่ายในห้าง หรือรีบนำไปซื้อสินค้า และบริการ ตามแคมเปญ โปรโมชั่น ที่นายทุนพรรคแมงสาบ เตรียมรองรับไว้แล้ว ในการขาย สินค้าและบริการ ของกลุ่มนายทุนพรรคแบบว่า คืนทุนคืนกำไรกันไปได้ทั้งแก๊งค์ ยกก๊วน กันไปเลยทีเดียว

มาถึงรอบนี้ รัฐบาลโจรยกเอาเรื่อง ปลดหนี้นอกระบบคนจน 6000 ล้าน หรืออาจจะขยายอีกเท่าไรไม่มีใครรู้ มาอ้าง แต่ที่แน่ๆ ถามว่า ใครได้ประโยชน์ไปเต็มๆ จะว่าคนจนที่เป็นหนี้นอกระบบ ก็ใช่ เพราะจะได้ปลดหนี้มาไว้ในระบบสถาบันการเงิน แต่...แท้จริงแล้ว กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ที่สุด ก็คือ นายทุนเงินกู้นอกระบบ หน้าเลือด ซึ่งก็คือ เหล่าสมุนพรรคแมงสาบ นั่นแหละที่ถนัด งานนี้ ไม่ว่าจะเป็น หวยใต้ดิน เจ้าพ่อเงินกู้ร้อยละยี่สิบ นายทุนภาคเกษตร ที่ยึดผลผลิตการเกษตรแทนหนี้ยืมปุ๋ยและอื่นๆ ของเกษตรกร ไปจนหมดเนื้อหมดตัว และยังจะมีพวกกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ที่แฝงมาในรูปแบบนักการเมืองท้องถิ่น สารพัดธุรกิจเถื่อนอีก
จากโครงสร้างที่ชัดเจนมาตั้งแต่อดีต ที่พรรคแมงสาบ มีเสียงของสมาชิกไม่เด็ดขาด ที่จะเป็นใหญ่ได้จริงในการจัดตั้งรัฐบาล จึงต้องมีการรวมหัวกันแบ่งเค็กผลประโยชน์กันอย่างลงตัวกับพรรคเล็กพรรคน้อยมาโดยตลอด จะมีเว้นช่วงก็เมื่อมีรัฐธรรมนูญ 40 ที่ไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ จนเป็นสาเหตุหลักในการฉีกรัฐธรรมนูญ 40 ทิ้งและเขียนรัฐธรรมนูญโจร ปี 50 มาบังคับใช้เพื่อให้พรรคที่ไม่มีเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล สามารถรวมหัวกันกับพรรคเล็กพรรคน้อยและโหวตนายกได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกันกับการทำมาหารับประทานในทุกเรื่องทุกระดับ ของกลุ่มทุนทางการ เมือง และกลุ่มทุนนิยมสามานย์ที่เชื่อมโยงกันอย่างที่เห็นๆ แล้วในปัจจุบัน มองยังไงก็เป็นยังงั้นแหละ ท่าน

ถามว่า.....หากธนาคารต่างๆ จะรับลูก นโยบาย กำมะลอ ปลดหนี้นอกระบบของคนจนจริงๆ พวกท่านลืมไปเสียแล้วหรือว่า ท่านยังมี ลูกค้าที่เป็น ประชาชนอีกมากเหลือเกิน ที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเงินกู้ในระบบ ที่ดี ที่เคยมีเครดิตดี ส่งผ่อนชำระมาให้ท่านมาอย่างต่อเนื่อง จนมาในวันหนึ่ง บังเอิญมีสมุนอำมาตย์และกลุ่มการเมืองนอกสภา และพรรคแมงสาบ รวมหัวกันสร้างความวุ่นวาย บิดเบือนประชาธิปไตย และในที่สุดปฏิวัติรัฐประหาร จนบ้านเมืองล่มจม กลายเป็นยุคข้าวยากหมากแพง คนตกงานเป็นล้าน ลูกค้าสินเชื่อของธนาคารที่ว่าเคยดีๆ อยู่ก็กลายเป็นหนี้เสีย เป็นเอ็นพีแอล ทำไม...
ที่จริง สถาบันการเงินทั้งหลาย ท่านต้องแก้ไขปรากฏการณ์ หนี้เสียของลูกหนี้ในระบบของท่านให้ได้เสียก่อน มิใช่หรือ สำหรับลูกหนี้ในระบบ ทุกวันนี้ ท่านได้แต่ ยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด ไม่พอ ก็ตามยึดทรัพย์อื่นๆ ต่ออีก จนหมดเนื้อหมดตัว ฆ่าตัวตายกันไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ท่านหาทางช่วยเหลือ ผ่อนปรนให้พวกเขาก่อน จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งระบบ จะทำให้ทุกอย่างหมุนวนไปได้ มิใช่หรือ
ดูไปแล้วมันเหมือนกับว่า มีนายทุนสามานย์คอยรับประโยชน์จากการยึดทรัพย์ ขายทอดตลาดอย่างผิดปกติในเวลานี้ คดีเหล่านี้เต็มศาล ล้นศาล ไม่มีใครโวยวายอะไร มันเหมือนเหตุการณ์ ยุคไอเอ็มเอฟ ถูกทำให้กลับมาอย่างแนบเนียน เงียบๆ เพื่อสนองนโยบายเก่าๆ ของพรรคเก่าๆ ที่เคยออกแบบทำไว้ จนคนไทยต้องเป็นหนี้ และถูกยึดทรัพย์ ขายให้ฝรั่งไปแบบว่า ขาดทุนย่อยยับ ทำไม...
หากเรื่อง ปลดหนี้ หรือย้ายหนี้ ของคนจนที่เป็นหนี้นอกระบบ ไปไว้ที่สถาบันการเงินในระบบเกิดขึ้นจริง หลักการก็คือ เอายอดหนี้นอกระบบทั้งหมด ซึ่งเจ้าหนี้ก็คือ นายทุนเงินกู้หน้าเลือด และผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ยิ่งถ้าในต่างจังหวัด ก็คือ พวกที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองพรรคแมงสาบ และพรรคเล็กพรรคน้อย ที่รวมหัวกันเป็นใหญ่ในรัฐบาล ทั้งสิ้น ใครล่ะที่จะได้เงินล้างหนี้ก้อนโตอันนี้ไป เพราะตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เศรษฐกิจ ตกต่ำขนาดนี้ ไอ้พวกนายทุน เงินกู้หน้าเลือด มันก็ยังตามเก็บเงินกับลูกหนี้ ได้ยากแสนเข็ญ แถมไม่คุ้มค่าจ้างลูกน้องนักเลงนักทวงหนี้โหด ทั้งหลายด้วยซ้ำ
หากนโยบาย กำมะลอ นี้ถูกผลักดันจนสำเร็จ จริง สถาบันการเงินก็ได้ลูกหนี้ใหม่ อีกอักโข ดูเหมือนน่ายินดี จะได้ออกดอกออกผลอีกเพียบ ประชาชนที่เคยกระอักกับนายทุนหน้าเลือดตามทวงโหด ก็ได้ปลดทุกข์เข็ญ คงได้ชมเปาะกับนโยบาย ประชานิยม สุดโต่งนี้ แต่ที่แน่ๆ คนที่ยิ้มแก้มปลิ แบบว่าบุญหล่นทับ ส้มหล่น หรือหนูตกถังข้าวสาร ก็เห็นจะไม่มีใครเกินนายทุนเงินกู้นอกระบบหน้าเลือด วงศ์วานว่านเครือพรรคแมงสาบเจ้าเก่า นั่นเอง

สาธุ อนุโมทามิ ขอให้พวกเอ็งจงเจริญก้าวหน้า ร่ำรวยจนถึงขนาดรวยจนเบื่อหน่ายงานนี้สุดๆ กันไปเลย ไม่อยากจะทำอีกต่อไปแล้ว รวยใช้ไม่หมดแล้ว ประชาชนตาดำๆ ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ จะได้มีวันลืมตาอ้าปากกันจริงๆ ซะที

“ปู่ร้อน”

ฝนแสนห่า.....โดย ว.ฒ.น.



         
    ระลอก ดวงดอกฝน       ดิ่งร่วงหล่น ลงดินร่ำ
หลั่งมา จากฟ้าพรำ           พร่ำเปียกพื้น จนเปียกพรม

    กี่ฝน กี่แสนห่า               จักสั่งลา ทุกข์ระทม
ชะล้าง เมืองโสมม            จวบฟ้าสร่าง กระจ่างใส

    ฝนหลั่ง ชโลมโลก        รักฉ่ำโชก ชำระใจ 
ฤดู ฤดีใด                          โดยแตกดับ กับเดือดดาล                                    

    กี่ฝน กี่แสนห่า               กลับร่วงมา บรรณากา   
ชำแรก ลงสายธาร            ที่ไหลท้วง ความเป็นธรรม

    กี่รัก ที่เปียกร่าง             จักชะล้าง ความระยำ  
กฎเกณฑ์ กี่เวรกรรม          ก็เวียนกลับ ไปกล่อมฝัน

    กี่ฝน กี่แสนห่า               จักทายท้า โดยดึงดัน
กี่ฟ้า จักฝ่าฟัน                   จนฟ้าสร่าง กระจ่างฝน

    กี่ฝน กี่แสนห่า               ฝากฟากฟ้า มาปลอมปน
แปดเปื้อน ประชาชน       จนเปียกโชก การชำระ 

ว่ากันว่า.....
ทุกวันนี้ การทำฝนเทียมแม่นยำราวกับจับวาง
ส่วนจะจับวางตรงส่วนไหนของมหานครนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ให้ตายอหิวาต์เถอะครับ ผมไม่ได้สนใจมันสักนิด
จะฝนแท้ ฝนเีทียม...ทำให้พืชพันธุ์งอกงามได้ก็พอ
จะฝนแท้ ฝนเทียม...ขอให้มันชำระล้างสิ่งปฏิกูลได้เสมอเหมือน
จะฝนแท้ ฝนเทียม...ให้เปียกไพร่ กับศักดินาเท่า ๆ กัน

การชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันนี้ พัฒนาการมาถึงจุดที่ว่า
นัดมา ๕ นาทีแล้วแยกย้าย..คนเสื้อแดงก็มา มาทั้งที่รู้ว่าจะ
ต้องเจอกับอะไร..คนเสื้อแดงก็มา
             
นี่คือกระบวนการพัฒนาทางจิตใจ
คือกระบวนการการพัฒนาของการเมืองภาคประชาชน
นี่คือการแสดงออกอย่างยุติธรรมสำหรับทุกห้องของหัวใจ
แล้วจะมีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ?
เพราะแม้ใจจะมีโจทย์อีกกี่โจทย์ เราก็มีคำตอบเดียวกัน
เหมือนเม็ดฝน ที่มุ่งหน้าลงสู่ดิน...ลงสู่ดิน....และลงสู่ดิน

                                                      ๐๐๐๐ ว.ฒ.น. ๐๐๐๐

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประวัติศาสตร์---ความจริงที่ต้องชำระ

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒

หมายเหตุ ข้อเขียนของวัน วลิตในพงศาวดารฯ ฉบับนี้ ได้ให้ข้อมูลใหม่หลายประการในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับได้กันเลยทีเดียว ในทางที่ควรจะเป็นก็คือ การพิจารณาหลักฐานนี้ด้วยความระมัดระวัง และตรวจสอบกับหลักฐานอื่นทั้งหลาย ดังที่บรรณาธิการหนังสือนี้ได้ทำไว้มากแล้ว


หน้า ๒๐๔

พระเฑียรราชา (หรือพระมหาจักรพรรดิ) พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๗ แห่งสยาม เสวยราชย์อยู่ ๑๖ ปี

พระองค์ทรงไว้ซึ่งความเมตตา ทรงขยันขันแข็งและทรงมุ่งปรับปรุงทางด้านกฎหมายและศาสนามากกว่าปรับปรุงในทางโลก การกุศลในสมัยของพระองค์ก็ดำเนินไปด้วยความยุติธรรม พระองค์ทรงมีพระกรณียกิจทางศาสนาที่ดีหลายประการโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อพวกพราหมณ์และคนจน พระองค์ทรงปรับปรุงวัดมากกว่าที่จะทรงสร้างป้อมปราการ เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เป็นนักรบโดยกำเนิด ทรงนิยมความก้าวหน้า ทรงประสบแต่ความรุ่งเรืองตลอดรัชสมัยของพระองค์และทรงมีช้างเผือกในครอบครองถึง ๗ เชือก


หน้า ๒๐๗

อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินสยามก็สิ้นพระชนม์ลงในวันรุ่งขี้น หลังจากได้ครองราชย์ได้ ๑๖ปี

ในระหว่างเวลานั้น พระเจ้าแผ่นดินแห่งพะโค ก็เสด็จมาถึงพร้อมทั้งกองทัพ ซึ่งทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตามทางที่ผ่านมา.........................เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความยุ่งเหยิงและความพ่ายแพ้ของปัตตานี (กองทัพที่อยุธยาสั่งให้มาช่วยแต่กลับคิดก่อการกบถ) รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินสยามสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก


หน้า ๒๐๙

...................................................................................................ออกญาพิษณุโลกเป็นตัวตั้งตัวดีในสงครามครั้งนี้ก็ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและไม่เป็นที่พอใจของทหารซึ่งอาจ


หน้า ๒๑๐

จะได้รับโทษถึงแก่ชีวิต ดังนั้นจึงหนีทัพไปซ่อนที่เพนียด จนกระทั่งพบคนสยามจึงฝากหนังสือไปถึงแม่ยายชื่อว่า พระสุวัฒน์ ซึ่งยังอาศัยอยู่ในราชสำนักคร่ำครวญอย่างขมขื่นในเรื่องไม่มีความคิดของภรรยาและสภาพที่แร้นแค้นของตนและขอให้พระสุวัฒน์มีหนังสือเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ทราบ พระสุวัฒน์ เป็นสุภาพสตรีที่มีปัญญาและกล้าหาญ นางมีความสงสารออกญาพิษณุโลกบุตรเขยเป็นอย่างมาก จึงแนะนำให้บุตรีคืนดีกับออกญาพิษณุโลก ในที่สุดบุตรีของนางก็ยินยอม ในระหว่างนั้นออกญาพิษณุโลกและพระสุวัฒน์ก็มีหนังสือโต้ตอบกันหลายครั้ง ดังนั้นจึงทำให้ออกญาพิษณุโลกรู้ความเป็นไปของกิจการบ้านเมืองในสมัยนั้น

...........พระเจ้าแผ่นดินพะโคทรงปิติที่ได้รับหนังสือจากออกญา ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและอภัยโทษ และถึงแม้พระองค์จะทรงเข้าใจสถานการณ์ที่คับขันและกิจการในกรุงศรีอยุธยาจากคำบอกเล่าของออกญาพิษณุโลกก็ตาม พระองค์ทรงลังเลอยู่มากที่จะตั้งทัพอยู่ต่อไป เนื่องจากสาเหตุสำคัญตัวการสงครามครั้งนี้ทำให้พระองค์ท้อถอย ประชาชนไม่มีความสุข และมีดินปืนในกองทัพเหลือน้อย

พระสุวัฒน์ ทราบความประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและความคับแค้นของกองทัพจากหนังสือของออกญาพิษณุโลกจึงส่งหีบบรรจุดินปืน (ปลอมแปลงว่าเป็นหีบศพ) ไปยังกองทัพพะโคพร้อมทั้งมีหนังสือทูลพระเจ้าพะโคขออย่าให้หย่าทัพให้ตั้งล้อมไว้กรุงศรีอยุธยาและแผ่นดินสยาม


หน้า ๒๑๑

ทั้งหมดจะเป็นของพระองค์อยู่แล้ว

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินพะโคทรงได้รับหีบดินปืนและหนังสือพระสุวัฒน์ ทรงประหลาดและปิติเป็นล้นพ้น ทรงเปลี่ยนแผนการและตัดสินพระทัยตั้งทัพอยู่ต่อไป พระสุวัฒน์สามารถส่งดินปืนตามวิธีการที่แล้วให้กองทัพพะโคได้หลายหีบ นางได้สมรู้คบคิดกับออกญาจักรี และชักจูงมาเป็นพวกเดียวกับนาง ออกญาจักรีกับพรรคพวกเพียงสองสามคนได้ออกตีข้าศึกเพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะไม่สามารถต้านทานกองทัพพะโคได้และจะต้องออกไปอยู่ในเงื้อมมือข้าศึกในที่สุด ด้วยวิธีนี้ ออกญาจักรี พระเจ้าแผ่นดินพะโคและออกญาพิษณุโลกจะสามารถตกลงหาทางที่จะส่งมอบกรุงศรีอยุธยาให้



สรุป


1. พระมหาจักรพรรดิ์หรือพระเจ้าช้างเผือกได้เสียชีวิตไปหลังจากปราบกบฎปัตตานี(ที่เรียกมาช่วยรบกับพม่า) ได้ไม่นาน ก่อนที่พม่าจะยกกองทัพมาถึง.......จึงไม่มีการยกทัพออกไปสู้รบกับพม่าเลย


2. พระสุวัฒน์ (อดีตคนรักเก่าสมัยวัยรุ่นของออกญาพิษณุโลก หรือ พระมหาธรรมราชา) หรือ พระสุริโยทัย เป็นผู้ส่งดินปืนที่ทัพพม่ากำลังขาดแคลนไปในหีบศพให้กองทัพพม่าเพื่อใช้ตีกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งคบคิดกับออกญาจักรีส่งไปเป็นไส้ศึกให้แก่พม่าด้วย