วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประวัติศาสตร์---ความจริงที่ต้องชำระ

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต พ.ศ. ๒๑๘๒

หมายเหตุ ข้อเขียนของวัน วลิตในพงศาวดารฯ ฉบับนี้ ได้ให้ข้อมูลใหม่หลายประการในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับได้กันเลยทีเดียว ในทางที่ควรจะเป็นก็คือ การพิจารณาหลักฐานนี้ด้วยความระมัดระวัง และตรวจสอบกับหลักฐานอื่นทั้งหลาย ดังที่บรรณาธิการหนังสือนี้ได้ทำไว้มากแล้ว


หน้า ๒๐๔

พระเฑียรราชา (หรือพระมหาจักรพรรดิ) พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๑๗ แห่งสยาม เสวยราชย์อยู่ ๑๖ ปี

พระองค์ทรงไว้ซึ่งความเมตตา ทรงขยันขันแข็งและทรงมุ่งปรับปรุงทางด้านกฎหมายและศาสนามากกว่าปรับปรุงในทางโลก การกุศลในสมัยของพระองค์ก็ดำเนินไปด้วยความยุติธรรม พระองค์ทรงมีพระกรณียกิจทางศาสนาที่ดีหลายประการโดยเฉพาะการปฏิบัติต่อพวกพราหมณ์และคนจน พระองค์ทรงปรับปรุงวัดมากกว่าที่จะทรงสร้างป้อมปราการ เนื่องจากพระองค์ไม่ได้เป็นนักรบโดยกำเนิด ทรงนิยมความก้าวหน้า ทรงประสบแต่ความรุ่งเรืองตลอดรัชสมัยของพระองค์และทรงมีช้างเผือกในครอบครองถึง ๗ เชือก


หน้า ๒๐๗

อย่างไรก็ดี พระเจ้าแผ่นดินสยามก็สิ้นพระชนม์ลงในวันรุ่งขี้น หลังจากได้ครองราชย์ได้ ๑๖ปี

ในระหว่างเวลานั้น พระเจ้าแผ่นดินแห่งพะโค ก็เสด็จมาถึงพร้อมทั้งกองทัพ ซึ่งทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตามทางที่ผ่านมา.........................เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงความยุ่งเหยิงและความพ่ายแพ้ของปัตตานี (กองทัพที่อยุธยาสั่งให้มาช่วยแต่กลับคิดก่อการกบถ) รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดินสยามสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงสลดพระทัยมาก


หน้า ๒๐๙

...................................................................................................ออกญาพิษณุโลกเป็นตัวตั้งตัวดีในสงครามครั้งนี้ก็ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและไม่เป็นที่พอใจของทหารซึ่งอาจ


หน้า ๒๑๐

จะได้รับโทษถึงแก่ชีวิต ดังนั้นจึงหนีทัพไปซ่อนที่เพนียด จนกระทั่งพบคนสยามจึงฝากหนังสือไปถึงแม่ยายชื่อว่า พระสุวัฒน์ ซึ่งยังอาศัยอยู่ในราชสำนักคร่ำครวญอย่างขมขื่นในเรื่องไม่มีความคิดของภรรยาและสภาพที่แร้นแค้นของตนและขอให้พระสุวัฒน์มีหนังสือเล่าสถานการณ์ในเมืองให้ทราบ พระสุวัฒน์ เป็นสุภาพสตรีที่มีปัญญาและกล้าหาญ นางมีความสงสารออกญาพิษณุโลกบุตรเขยเป็นอย่างมาก จึงแนะนำให้บุตรีคืนดีกับออกญาพิษณุโลก ในที่สุดบุตรีของนางก็ยินยอม ในระหว่างนั้นออกญาพิษณุโลกและพระสุวัฒน์ก็มีหนังสือโต้ตอบกันหลายครั้ง ดังนั้นจึงทำให้ออกญาพิษณุโลกรู้ความเป็นไปของกิจการบ้านเมืองในสมัยนั้น

...........พระเจ้าแผ่นดินพะโคทรงปิติที่ได้รับหนังสือจากออกญา ทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและอภัยโทษ และถึงแม้พระองค์จะทรงเข้าใจสถานการณ์ที่คับขันและกิจการในกรุงศรีอยุธยาจากคำบอกเล่าของออกญาพิษณุโลกก็ตาม พระองค์ทรงลังเลอยู่มากที่จะตั้งทัพอยู่ต่อไป เนื่องจากสาเหตุสำคัญตัวการสงครามครั้งนี้ทำให้พระองค์ท้อถอย ประชาชนไม่มีความสุข และมีดินปืนในกองทัพเหลือน้อย

พระสุวัฒน์ ทราบความประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินพะโคและความคับแค้นของกองทัพจากหนังสือของออกญาพิษณุโลกจึงส่งหีบบรรจุดินปืน (ปลอมแปลงว่าเป็นหีบศพ) ไปยังกองทัพพะโคพร้อมทั้งมีหนังสือทูลพระเจ้าพะโคขออย่าให้หย่าทัพให้ตั้งล้อมไว้กรุงศรีอยุธยาและแผ่นดินสยาม


หน้า ๒๑๑

ทั้งหมดจะเป็นของพระองค์อยู่แล้ว

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินพะโคทรงได้รับหีบดินปืนและหนังสือพระสุวัฒน์ ทรงประหลาดและปิติเป็นล้นพ้น ทรงเปลี่ยนแผนการและตัดสินพระทัยตั้งทัพอยู่ต่อไป พระสุวัฒน์สามารถส่งดินปืนตามวิธีการที่แล้วให้กองทัพพะโคได้หลายหีบ นางได้สมรู้คบคิดกับออกญาจักรี และชักจูงมาเป็นพวกเดียวกับนาง ออกญาจักรีกับพรรคพวกเพียงสองสามคนได้ออกตีข้าศึกเพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะไม่สามารถต้านทานกองทัพพะโคได้และจะต้องออกไปอยู่ในเงื้อมมือข้าศึกในที่สุด ด้วยวิธีนี้ ออกญาจักรี พระเจ้าแผ่นดินพะโคและออกญาพิษณุโลกจะสามารถตกลงหาทางที่จะส่งมอบกรุงศรีอยุธยาให้



สรุป


1. พระมหาจักรพรรดิ์หรือพระเจ้าช้างเผือกได้เสียชีวิตไปหลังจากปราบกบฎปัตตานี(ที่เรียกมาช่วยรบกับพม่า) ได้ไม่นาน ก่อนที่พม่าจะยกกองทัพมาถึง.......จึงไม่มีการยกทัพออกไปสู้รบกับพม่าเลย


2. พระสุวัฒน์ (อดีตคนรักเก่าสมัยวัยรุ่นของออกญาพิษณุโลก หรือ พระมหาธรรมราชา) หรือ พระสุริโยทัย เป็นผู้ส่งดินปืนที่ทัพพม่ากำลังขาดแคลนไปในหีบศพให้กองทัพพม่าเพื่อใช้ตีกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งคบคิดกับออกญาจักรีส่งไปเป็นไส้ศึกให้แก่พม่าด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น